การเขียนรายงาน
ความหมายของรายงาน
รายงาน คือ การเขียนเล่าถึงสิ่งที่ได้พบเห็นหรือได้กระทำมาแล้ว
เช่น การค้นคว้า ทางวิชาการ การไปศึกษานอกสถานที่ การไปพักแรมค่ายเยาวชน
การประชุมกลุ่ม การประสบเหตุการณ์ที่สำคัญ เป็นต้น
ลักษณะของรายงานคล้ายย่อความ คือเก็บเฉพาะข้อความสำคัญแต่อาจเพิ่มเติม
รายละเอียดบางอย่างได้ตามสมควร แบบการเขียนรายงานไม่มีข้อกำหนดตายตัว
เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย อาจกำหนดตามแบบของแต่ละสถาบัน
ส่วนต่าง ๆ ของรายงาน มี 3 ส่วน ดังนี้ 1. ส่วนหน้า ประกอบด้วย หน้าปก ใบรองปกหน้า (กระดาษเปล่า) หน้าปกใน หน้าคำนำ หน้าสารบัญ 2. ส่วนกลาง ประกอบด้วย เนื้อเรื่อง เชิงอรรถ 3. ส่วนท้าย ประกอบด้วย บรรณานุกรม ภาคผนวก ใบรองปกหลัง (กระดาษเปล่า) ปกหลัง การเขียนส่วนต่าง ๆ ของรายงานแต่ละส่วน 1. การเขียนปกรายงานและการเขียนหน้าปกใน 1.1 การเขียนปก ให้เขียนชื่อเรื่อง และผู้เขียนรายงาน กลางหน้ากระดาษ ไม่ต้องใส่คำว่า ชื่อเรื่อง และผู้เขียนรายงาน 1.2 การเขียนหน้าปกในให้เขียนโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนบน ให้เว้นระยะ 2 นิ้ว จากขอบกระดาษบนถึงบรรทัดแรกของรายงาน และเขียน ชื่อเรื่องของรายงาน ใส่เฉพาะชื่อเรื่องที่เขียนรายงาน ไม่ต้องใส่คำว่า ชื่อเรื่อง ส่วนกลาง เว้นจากส่วนบนลงมาประมาณ 2 บรรทัดใส่คำว่าโดย และชื่อผู้เขียนรายงาน ไม่ต้องใส่คำว่า ผู้เขียนรายงาน ส่วนล่าง ให้เว้นระยะ 1 นิ้ว จากขอบกระดาษล่างถึงบรรทัดสุดท้ายของส่วนล่าง บรรทัดแรกของส่วนล่างระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาใด ชั้นอะไร ภาคเรียนที่เท่าใด ปีการศึกษาใด ใครเป็นครูผู้สอน การเขียน “คำนำ” อยู่ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 2 นิ้ว ผู้เขียนรายงานจะระบุวัตถุประสงค์ ขอบเขตของเนื้อเรื่อง หรือแนวการค้นคว้า และคำขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือให้ การค้นคว้ารวบรวม และเรียบเรียงรายงานนั้นให้สำเร็จลงด้วยดี เมื่อหมดข้อความแล้วลงชื่อผู้เขียน วัน เดือน ปี ที่เขียน ถ้าเป็นรายงานกลุ่มเขียนคำว่า คณะผู้จัดทำ หน้าคำนำมักนิยมใส่เลขหน้าในวงเล็บไว้ด้านล่าง การนำบัตรข้อมูลที่บันทึกตามโครงเรื่องมาเขียนเนื้อหาของรายงาน การเขียนเนื้อเรื่อง เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะผลการค้นคว้ารวบรวมทั้งหมดที่บันทึก ลงในบัตรบันทึกข้อมูลจะนำมาเรียบเรียงไว้ในส่วนนี้ เรียงตามลำดับโครงเรื่องที่ปรากฏในสารบัญ ครอบคลุมตั้งแต่บทแรกถึงบทสุดท้าย ในหน้าแรกของเนื้อเรื่องไม่ต้องใส่เลขหน้าเว้นจากขอบบนของหน้ากระดาษลงมา 2 นิ้ว ไว้กลางหน้ากระดาษ ทุกครั้งที่ขึ้นบทใหม่ไม่ใส่เลขหน้าเฉพาะหน้านั้นแต่ให้นับหน้าด้วย การเว้นระยะจากขอบล่างขึ้นมา ให้เว้น 1 นิ้ว จากขอบซ้ายของหน้ากระดาษเข้ามาเว้น 1.5 นิ้ว จากขอบขวาของหน้ากระดาษเข้ามา เว้น 1 นิ้ว ส่วนการย่อหน้าทุกครั้งให้เว้น 6 ช่วงตัวอักษร เขียนตัวที่ 7 การทำบรรณานุกรมท้ายเล่ม การลงบรรณานุกรม หากมีเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้ลงภาษาไทยก่อน เรียงตามลำดับประเภท และในแต่ละประเภทเรียงตามลำดับอักษรผู้แต่ง หรือเรียงตามลำดับอักษรรวมกันไม่แยกประเภท |
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556
การเขียนรายงานที่ดี
เขมรแดง (Khmer Rouge)
เขมรแดง (Khmer Rouge)
ผู้นำเขมรแดง
พอลพต เป็นผู้นำเขมรแดง เกิด 19 พฤษภาคม 1925 ในปี1949 ได้ทุนการศึกษาไปเรียนในสาขาวิศวกรรม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงที่เขาเรียนนี้เองเขาได้รับแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์และยังเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสด้วย เมื่อเรียนจบในปี 1953 เขาก็กลับมายังกัมพูชา และก็กลายเป็นผู้นำของเขมรแดง
กลุ่ม Khmer Rouge (Red Cambodians) หรือเขมรแดง เป็นกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา เริ่มต่อต้านกองกำลังรัฐบาลกัมพูชามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนามเหนือและทหารเวียดกง ในเดือนเมษายนปี 1975 หลังจากสงครามกลางเมืองที่ทำให้ชาวกัมพูชาทุกข์ทรมาน กลุ่มเขมรแดงที่นำโดยพอลพตก็บุกยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลของพลเอกลอนนอลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯสำเร็จ จากนั้นกัมพูชาก็ตกอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของเขมรแดง
พอลพตปกครองระหว่าง ค.ศ.1975-1979 โดยใช้วิธีการรุนแรงสุดขั้ว เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเอง รวมถึงการโดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ยึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด และจัดให้พวกที่ทำมาหากินอยู่ในเขตเมือง ออกไปทำงานในฟาร์มนอกเมือง
จุดประสงค์ของนโยบายนี้คือเปลี่ยนให้ชาวกัมพูชากลายเป็นชนดั้งเดิมผ่านการใช้แรงงานเพื่อการเกษตร และพยายามให้กัมพูชากลายเป็นสังคมที่ไร้ชนชั้น ประชาชนทั้งหมดถูกบังคับให้กลายเป็นชาวนาชาวไร่อาศัยอยู่ตามค่ายแรงงาน ทำงานวันละ 12ชั่วโมงโดยไม่หยุดพักและได้รับอาหารที่เพียงพอ ระหว่าง 4 ปีที่พอลพตอยู่ในอำนาจ เขาทำให้กัมพูชาเต็มไปด้วยความอดอยาก ทำให้ผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็สั่งจับ ทรมาน และสังหารคนที่ต้องสงสัยว่าติดต่อกับรัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลต่างชาติ ปัญญาชนหรือคนที่แหกกฎของพวกเขาก็ล้วนแต่ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด ทั้งนี้ ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5-2 ล้านคน กลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20
จนในที่สุดในเดือนมกราคม 1979 เขมรฝ่ายที่เวียดนามหนุนหลังบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญใน ค.ศ.1979 พวกเขมรแดงหลบออกไปอยู่ที่พรมแดนไทยกับกัมพูชา ขณะที่ระเบิดนับสิบล้านลูกถูกฝังอยู่ทั่วประเทศ ต่อมาพอลพตเข้าร่วมมือกับฝ่ายเจ้าสีหนุใน ค.ศ.1982 จัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาธิปไตย (Coalition Government of Democratic Kampuchea: CGDK) จากนั้นนายเขียว สัมพัน ก็ขึ้นเป็นผู้นำแทนพอลพตในปี 1985 แต่เชื่อกันว่าพอลพตยังคงกุมอำนาจที่แท้จริง
ในปี 1991 กลุ่มต่างๆ ในเขมรลงนามสันติภาพขอให้มีการเลือกตั้งที่กำกับโดยสหประชาชาติ แต่แล้วเขมรแดงก็ปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่จะได้รัฐบาลผสมในปี 1992 แม้ว่าจะเสียกำลังพลไปจำนวนมากแล้วก็ตาม การต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในกลุ่มเอง ในปี 1997 ทำให้พอลพตถูกขับออกไป ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนเมษายนปี 1998 จากนั้นสมาชิกของเขมรแดงส่วนใหญ่ก็แตกสลาย บางส่วนประกาศยอมจำนนและถูกจับ
อ้างอิง :
การเข้ามาของอังกฤษยังประเทศไทย
การเข้ามาของอังกฤษยังประเทศไทย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 พระยาไทรบุรี คือ อับดุลละ โมกุรัมซะ ตกลงเซ็นสัญญาให้อังกฤษเช่า เกาะหมาก (ปีนัง) และ สมารังไพร ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ตรงข้ามเกาะหมากปีละ 1,000 เหรียญ ซึ่งดินแดนเหล่านี้อยู่ในความดูแลของไทย เหตุที่พระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าดินแดนทั้งสองนี้ ก็เพื่อหวังพึ่งอังกฤษให้พ้นจากอิทธิพลของไทย แต่อังกฤษก็พยายามผูกมิตรไมตรีกับไทย โดยให้ ฟรานซิส ไลท์ (Francis Light) หรือกัปตันไลท์ นำดาบประดับพลอยกับปืนด้ามเงินมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า พระยาราชกปิตัน ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรก ในสมัยรัตนโกสินทร์ที่เข้ารับราชการเป็นขุนนาง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หลังจากนั้นอังฤษได้ส่งทูตเข้ามาติดต่อเป็นทางการอีก รวม 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 (ในสมัยรัชกาลที่ 2) ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย คือ มาร์ควิส เฮสติงส์ (Marquis Hestiongs) ได้จัดส่งทูตชื่อ จอห์น คอรว์ฟอร์ด (John Crawford) ซึ่งคนไทยเรียกว่า การะฝัด นำเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ใน พ.ศ. 2365 ขอเจรจาทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย โดยขอให้ไทยยกเลิกการผูกขาดและลดหย่อนภาษีบางอย่าง และให้ไทยยอมรับอธิปไตยของไทรบุรี โดยเฉพาะการที่อังกฤษเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) และสมารังไพร กับขอทำแผนที่ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย เช่น เรื่องพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และสภาพประชากรของไทย เพื่อทำรายงานเสนอรัฐบาลอังกฤษ ปรากกวาการเจรจาคราวนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้
(1) ทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจภาษากันดีพอ ต้องใช้ล่ามแปลกันหลายต่อ ทำให้ความปลายคลาดเคลื่อนไป ล่ามของทังสองฝ่ายเป็นพวกคนชั้นต่ำพวกกะลาสีเรือ ทำให้ขุนนางออกรับแขกเมืองไม่นิยมสวมเสื้อ
(2) ครอว์ฟอร์ดไม่พอใจที่ไทยไม่ยอมอ่อนน้อมต่อังกฤษเหมือนพวกชวาและมลายุ ส่วนไทยก็ไม่พอใจที่อังกฤษแสดงท่าทางเย่อหยิ่งข่มขู่ดุหมิ่นข่มดุหมิ่นไทย ไม่เหมือนกับพวกจีนที่ปฏิบัติตนอ่อนน้อมยินยอม ทำตามระเบียบต่างๆ อย่างดี
(3) ไทยไม่ยอมตกลงปัญหาดินแดนไทรบุรีที่อังกฤษขอร้อง
(4) ครอว์ฟอร์ดทำการสำรวจระดับน้ำตามปากอ่าวไทยเพื่อทำแผนที่ ทำให้ไทยไม่พอใจ หลังจากนั้นครอว์ฟอร์ดได้ส่งผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำสิงคโปร์เข้ามาเจริญสัมพนธไมตรีต่อไทย ไทยจึงเริ่มมีการค้าขายกับลอังกฤษมากขึ้น ถึงกับมีพ่อค้าอังกฤษเข้ามาตั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ ชื่อ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ (Robert Hunter) คนไทยนิยมเรียกว่า นายหันแตร ซึ่งนับว่าเป็นพ่อค้าชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าขึ้นภายในประเทศไทย ต่อมานายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอาวุธวิเศษ
ครั้งที่ 2 (ตอนต้นรัชกาลที่ 3) ขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ นั้นอังกฤษกำลังมีข้อพิพาททำสงครามกับพม่า ลอร์ด แอมเฮิร์สต์ (Lord Amherst) ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียได้ส่งร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ (HenryBerney) ซึ่งคนไทยเรียกว่า บารนี เป็นทูตเข้ามาเจรจาขอทำสนธิสัญญากับไทย จุดมุ่งหมายของอังกฤษในการส่งทูตมาทำสนธิสัญญากับไทยในครั้งนี้ คือ
- เป็นการเจริญพระราชไมตรีและถวายความยินดีในวโรกาสที่ขึ้นครองราชย์
- ขอให้ไทยส่งกองทัพไปช่วยอังกฤษรบพม่า
- ต้องการตกลงเรื่องเมืองไทรบุรีและหัวเมืองมลายู
- ชักชวนให้ไทยยอมทำสนธิสัญญาทางการค้ากับอังกฤษ
การเจรจาครั้งนี้ สามารถตกลงกันได้ จึงมีการลงนามกันในวันที่ 20 มิถุนายน 2369
สนธิสัญญาเบอร์นี่
สนธิสัญญาฉบับนี้นับเป็นสนธิสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ เรียกกันโดยทั่วไปว่า สนธิสัญญาเบอร์นี่ มีสาระสำคัญดังนี้ คือ
1. ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีอันดีต่อกัน ไม่คิดร้ายหรือรุกรานดินแดนซี่งกันและกัน
2. เมื่อเกิดคดีความขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย ก็ให้ไทยตัดสินตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมและประเพณีของไทย
3 ทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกในด้านการค้าซึ่งกันและกัน และอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามเช่าที่ดิน เพื่อตั้งโรงสินค้า ร้านค้า หรือบ้านเรือนได้
4 อังกฤษยอมรับว่าดินแดนไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เประ เป็นของไทย
และมีสนธิสัญญาต่อท้าย เป็นสนธิสัญญาทางการค้า มีสาระสำคัญดังนี้ คือ
1 ห้ามนำฝิ่นเข้ามาขายในประเทศไทย และห้ามนำข้าวสาร ข้าวเปลือกออกนอกประเทศไทย
2 อาวุธและกระสุนดินดำที่อังกฤษนำมา ต้องขายให้แก่รัฐบาลไทยแต่ผู้เดียว ถ้ารัฐบาลไม่ต้องการต้องนำออกไป
3 เรือสินค้าที่เข้ามาต้องเสียภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ
4 อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษขายสินค้าทั่วราชอาณาจักร
5 ถ้าพ่อค้าหรือคนในบังคับอังกฤษ พูดจาดุหมิ่นหรือไม่เคารพขุนนางไทย อาจถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยได้ทันที
ผลของสนธิสัญยาฉบับนี้ ทำให้ไทยกับอังกฤษมีความผูกมัดซึ่งและกัน มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน แต่ไม่เป็นที่พอใจของอังกฤษนัก เพราะอังกฤษต้องการค้าขายแบบเสรี
ครั้งที่ 3 (ตอนปลายรัชกาลที่ 3) ลอร์ด ปาลเมอร์สตัน (Lord Palmerston) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ส่ง เซอร์ เจมส์ บรูค (James Brooke) เป็นทูตมาขอแก้สนธิสัญญากับไทยใน พ.ศ. 2393 โดยขอลดค่าภาษีปากเรือ ขอตั้งสถานกงสุลในไทย ขอนำฝิ่นเข้ามาขาย และขอนำข้าวออกไปขายนอกประเทศ แต่ขณะนั้นรัชกาลที่ 3 กำลังประชวร จึงไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า สนธิสัญญาเบอร์นีจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข
เสวนาโครงการ " หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"
เสวนาโครงการ " หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 เวลา 12.30-16.30 พิพิธภัณฑ์ฯได้จัดงานเสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน" โดยวิทยากรคือคุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุศิริราชพยาบาล และคุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารลิซ่า

สิ่งที่ได้รับจากการรับฟังในการเสวนา ทำให้ได้รับความรู้เรื่องของหน้าที่ของหญิงไทย หญิงไทยก็มีหน้าที่ ที่สำคัญไม่แพ้กับผู้ชาย ในสมัยก่อนการรบเป็นเรื่องของชาย แต่เรื่องของการจัดบ้านเรือนให้เกิดความเป็นระเบียบก็เป็หน้าที่ของผู้หญิง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผู้หญิงก็ไม่แพ้กับผู้ชาย แต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง เพื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวแล้ว ผู้หญิงมีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง ฉะนั้น เราเราควรมองให้มีสิทธิและหน้าที่ให้เท่าเทียมกัน
ภาพบรรยากาศภายในงาน




Modernism & Postmodernism
ความคิดสมัยใหม่ ( Modernism )
แนวคิดใหม่ทันสมัย นักปราชญ์หรือนักคิดทางสังคมบางคนกล่าวบอกว่า ควรนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) แต่นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่า แนวคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) เป็นยุคประวัติศาสตร์ของสังคมยุโรปตะวันตก ที่เกิดการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่สนใจศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์ (Scientism) มาช่วยแก้ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลมีอิทธิพลต่อการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ของคองต์ในเวลาต่อมา (Comte’s positivism)
ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงถือได้ว่าเป็นยุคความคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) อันหมายถึงยุคสมัยให้ความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี วิทยาการ สถาบัน เหตุผล การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ รูปแบบของชีวิต ความจริงของชีวิตบนฐานของความเจริญเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก กล่าวคือเป็น ช่วงเวลาแห่งความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงทางสังคม และความรู้เข้าใจตนเอง (Material progress, social stability and self-realization) ในยุโรปตะวันตก มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น แม้มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คือ ความจริง (Truth) เหตุผล (Rationality) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) ผลของอุตสาหกรรม (Emergence of capitalism) การแผ่อำนาจทางตะวันตก (Western imperialism) การแพร่กระจายความรู้ และอำนาจทางการเมือง (Spread of literature and political power) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social mobility) เป็นสาเหตุสำคัญสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมโลก ที่เรียกกันว่า “สมัยใหม่ความทันสมัย (Modernism)” เพราะผลของความเจริญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้มนุษย์ต้องการรู้เข้าใจตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อความถูกต้องดีงามแบบสากล แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโลกร่วมกัน เพื่อความรู้เข้าใจใหม่ร่วมกัน จึงขอลำดับเหตุการณ์การวิวัฒนาการแนวความคิดใหม่ทันสมัย
ความคิดสมัยใหม่ ( Modernism )
แนวคิดใหม่ทันสมัย นักปราชญ์หรือนักคิดทางสังคมบางคนกล่าวบอกว่า ควรนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) แต่นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่า แนวคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) เป็นยุคประวัติศาสตร์ของสังคมยุโรปตะวันตก ที่เกิดการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่สนใจศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์ (Scientism) มาช่วยแก้ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลมีอิทธิพลต่อการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ของคองต์ในเวลาต่อมา (Comte’s positivism)
ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงถือได้ว่าเป็นยุคความคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) อันหมายถึงยุคสมัยให้ความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี วิทยาการ สถาบัน เหตุผล การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ รูปแบบของชีวิต ความจริงของชีวิตบนฐานของความเจริญเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก กล่าวคือเป็น ช่วงเวลาแห่งความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงทางสังคม และความรู้เข้าใจตนเอง (Material progress, social stability and self-realization) ในยุโรปตะวันตก มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นต้น แม้มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คือ ความจริง (Truth) เหตุผล (Rationality) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) ผลของอุตสาหกรรม (Emergence of capitalism) การแผ่อำนาจทางตะวันตก (Western imperialism) การแพร่กระจายความรู้ และอำนาจทางการเมือง (Spread of literature and political power) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social mobility) เป็นสาเหตุสำคัญสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมโลก ที่เรียกกันว่า “สมัยใหม่ความทันสมัย (Modernism)” เพราะผลของความเจริญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้มนุษย์ต้องการรู้เข้าใจตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อความถูกต้องดีงามแบบสากล แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโลกร่วมกัน เพื่อความรู้เข้าใจใหม่ร่วมกัน จึงขอลำดับเหตุการณ์การวิวัฒนาการแนวความคิดใหม่ทันสมัย
ความคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism)
แนวความคิดที่มาหลังจากยุค modern ซึ่งเป็นช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่อะไรต่างๆถูกกำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์และทฤษฏี แต่ยุค postmodern เป็นยุคที่ปฏิเสธสิ่งเดิมๆในยุคmodern โดยเน้นเสรีภาพและอิสระของบุคคล ไม่เชื่อในโลกของความจริง ไม่เชื่อเรื่องความเป็นสากล เพราะเชื่อว่าแต่ละคนแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ควรจะให้ใครมาตัดสินว่าอันไหนสิ่งใดดีที่สุด แล้วคิดว่าสิ่งนั้นต้องดีสำหรับคนอื่นด้วย ดังนั้นจึงไม่คิดว่าสังคมที่คิดว่าเป็นสากลนั้นไม่มีจริง Post Modern เป็นยุคหลัง Modern จึงทำให้เกิดการถวิลหา คลาสิค เป็นยุคที่นำเอา ความแข็งกร้าว ตรงไปตรงมา สัจจะแห่งเนื้อแท้ มารวมกับ ความนุ่มนวล อ่อนช้อย ลวดลายมากมาย การปกปิดสัจจะแห่งเนื้อแท้มาก+น้อย = Post Modernง่ายๆ เอาตำรา The Seven Lamp for Architecture (เป็นตำราทางสถาปัตยกรรมเล่มแรกของโลก) รวมกับ Theory ของ บาวเฮ้าส์ มารวมกันก็ได้ Post Modern
หลักการโดยทั่วไปของ Post Modern คือการสร้างรูปแบบงานออกแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้ง Modern และ รูปแบบ Classic แต่กลับเป็นการสร้างลูกผสมระหว่างทั้งสองรูปแบบขึ้นมาดังจะ เห็นได้จากผลงานส่วนใหญ่ของรูปแบบนี้จะมีการสร้างชิ้นงานแบบ Modern ที่เรียบง่าย และมีรูปทรงที่โดดเด่น เตะตา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการอ้างอิงถึงรายละเอียด หรือกลิ่นอายของงาน Classic ไปด้วยในตัว รูปแบบ Post Modern ก็มักจะมีการใช้สีสรรที่สดใส หรือวัสดุที่แปลกใหม่ ตลอดจนรูปทรงที่แปลกตา เข้ามาใช้ในงานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอาคาร สถาปัตยกรรม ทำให้เรามักจะได้เห็น อาคารรูปทรงแปลกประหลาด หรือมีสีสรร สดใสตัดกับอาคารสี่เหลี่ยมทึบตันรอบข้าง โผล่มาอย่าง น่าประทับใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







